ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศยืนยัน ได้รับแจ้งจากอิหร่าน ว่ามีแผนเพิ่มการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม “ให้มีความบริสุทธิ์สูงสุด 20%”

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน เมื่อวันที่ 2 ม.ค. ว่าทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ ( ไอเออีเอ ) ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านนิวเคลียร์ของสหประชาชาติ ( ยูเอ็น ) รายงานว่า ได้รับแจ้งจากอิหร่าน เกี่ยวกับแผนการเดินเครื่องหมุนเหวี่ยงเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ที่ติดตั้งใต้ดินภายในอาณาเขตของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟอร์โดว ใกล้กับเมืองกอม ในเขตภาคกลางตอนบนของอิหร่าน “ให้มีความบริสุทธิ์สูงสุด 20%” ซึ่งหากอิหร่านทำเช่นนั้นจริงถือว่า เกินกว่าที่ระบุอยู่ในข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับปี 2558 มากกว่า 4 เท่า เนื่องจากข้อตกลงกำหนดไว้ว่า “ต้องไม่เกิน 4.5%”
 
แม้ทั้งรัฐบาลเตหะรานและไอเออีเอยังไม่ได้ให้ข้อมูลชัดเจน เกี่ยวกับปริมาณของยูเรเนียม ที่จะเข้าสู่กระบวนการเสริมสมรรถนะครั้งนี้ แต่รายงานหลายกระแสระบุว่า อิหร่านมีปริมาณยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสะสมไว้เกินกว่า 500 กิโลกรัม “นานระยะหนึ่งแล้ว”  ซึ่งมากกว่าระดับที่ระบุไว้ในข้อตกลงนิวเคลียร์ คือ “ต้องไม่เกิน 300 กิโลกรัม”  ขณะที่แม้ความบริสุทธิ์ของยูเรเนียมเสริมสมรรถนะในอนาคตจะเพิ่มเป็น 20% ซึ่งเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำที่เพียงพอสำหรับการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ แต่การผลิต “ระเบิดนิวเคลียร์” ต้องอาศัยยูเรเนียมเสริมสมรรถนะที่มีความบริสุทธิ์สูงถึง 90%
 
ในความเป็นจริง อิหร่านกลับมาเริ่มเสริมสมรรถนะยูเรเนียมให้มีความบริสุทธิ์มากกว่า 3.67% ตั้งแต่ปี 2562 หรือประมาณ 1 ปี หลังรัฐบาลสหรัฐของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถอนตัวออกจากการเป็นภาคีข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับนี้ และกลับมาเดินหน้าใช้มาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวต่อรัฐบาลเตหะราน อย่างไรก็ดี อิหร่านยังคงต่ำกว่าระดับ 4.5% ตามที่ตกลงไว้กับไอเออีเอ
 
อนึ่ง การประกาศของไอเออีเอเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวล่าสุดด้านโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน เกิดขึ้น “อย่างประจวบเหมาะ” กับช่วงเวลาครบรอบ 1 ปี ที่กองทัพสหรัฐปฏิบัติการโจมตีด้วยโดรน สังหาร พล.ต.กัสเซ็ม โซไลมานี ผู้บัญชาการหน่วยรบพิเศษต่างประเทศ หรือหน่วย “คุดส์” ของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน ( ไออาร์จีซี ) บริเวณท่าอากาศยานนานาชาติแบกแดด ในอิรัก เมื่อวันที่ 3 ม.ค. 2563